คลังเก็บหมวดหมู่: บทความ

ภาวะตลาดแสลนกรองแสงปีไก่ 2560

เราในฐานะที่เสมือนเพื่อนร่วมทางของท่าน เราอยากบอกเล่าภาวะ และแนวโน้มตลาดแก่ทุกท่านๆได้เตรียมร้านของท่านให้พร้อมฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง จึงเป็นเหตุที่ Page ทำบทความนี้ขี้นมา

แสลนกรองแสงระบบทอ

เมื่อพูดถึงฤดูร้อนแล้ว ร้านค้าที่เจนจัดในสนามมานานทุกท่านจะทราบดี “แสลน” หรือ “ตาข่ายกรองแสง” เป็นสินค้าที่ทำยอดให้ร้านของท่านในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับเรื่องราคาแสลนในปีนี้นั้น ทีมงานเราได้วิเคราะห์กันสรุปได้ว่า ปีนี้ราคาเมื่อเข้าฤดูจะไม่ขึ้นสูงมากนัก เป็นเหตุจากมีผู้เล่นเข้ามาเสริมในตลาดหลายราย

แสลนกรองแสงที่สวนกล้วยไม้

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อถึงเดือนเมษาแล้วท่านจะได้สินค้าตามที่ท่านต้องการ เพราะ ผู้เล่นเหล่านั้นกำลังการผลิตยังไม่สูงนัก อีกทั้งแสลนส่วนใหญ่ที่ผลิตได้ก็ส่งออกเป็นส่วนมาก ตามปกตินั้นร้านขายส่งส่วนใหญ่จะทยอยเรียกตาข่ายกรองแสงเข้าตั้งแต่มกราคม หรือบางท่านจะเป็นช่วงหลังตรุษจีน

ถ้าท่านเป็นร้านค้าเล็ก ร้านค้าเกษตรทั่วไป และยังไม่เคยขายสินค้าประเภทนี้ ช่วงนี้เป็นโอกาสดีของท่านครับที่จะเริ่มขายแสลน โทรมาปรึกษาเราได้ครับ ด้วยประสบการณ์การทํางานกว่า 20 ปีของเรา เราพร้อมให้คำปรึกษาแก่ทุกท่านที่สนใจ

แสลนกรองแสงที่เรือนเพาะชำ

ติดต่อ คงสวัสดิ์ อินเตอร์เทรด จำกัด

การติดตั้งโครงสร้างสแลนพรางแสง

พืชผักบางชนิดไม่สามารถเติบโตได้ดีในอากาศที่ร้อนจัด โดยอาจส่งผลให้พืชเจริญเติบโตช้าลง ไม่ติดดอก หรืออาจถีงขั้นเหี่ยวเฉาตาย ดังนั้น ในบางกรณี การติดตั้งสแลนพรางแสงอาจมีความจำเป็นและคุ้มค่าต่อการลงทุน ทั้งนี้นอกจากจะช่วยพรางแสงให้ผลิตผลแล้ว สแลนยังอาจมีส่วนช่วยลดความเสียหายจากการกระแทกของเม็ดฝนอีกด้วย อย่างไรก็ดี การติดตั้งโครงสร้างสแลน มีผลทำให้การเข้าทำงานของรถไถมีความยากลำบากมากขี้น จึงควรพิจารณาข้อดี ข้อเสียให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจติดตั้ง

ในหัวข้อนี้จะเป็นการแนะนำวิธีการเบื้องต้นในการติดตั้งโครงสร้างสแลนพรางแสงที่ทางไร่ใช้ อย่างไรก็ดี ทางไร่มิได้มีผู้ชำนาญเฉพาะในการติดตั้ง จึงไม่สามารถรับรองวิธีการที่จะกล่าวถึงนี้ได้ และขอนำเสนอเพียงเพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น
ออกแบบโครงสร้างทั่วไป
ตัวอย่างแบบการติดตั้งสแลนในพื้นที่ 50m×100m ได้แสดงตามแผนผังข้างล่างนี้ โดยจะขอกล่าวอธิบายถึงโครงสร้างในแต่ละส่วนตามลำดับ
ktveg-1

1. เสา สามารถเป็นเสาปูน เสาไม้ หรือเสาเหล็กได้ktveg-2
ในที่นี้จะขอแสดงตัวอย่างเป็นเสาปูนเสริมเหล็กซึ่งทางไร่ใช้อยู่ เสาปูนมีข้อดีคือราคาถูก ไม่ผุและไม่ขึ้นสนิม แต่ข้อเสียคือมีความเปราะ (หักง่าย) และมีโอกาสบาดเส้นสลิงหากปล่อยให้สลิงมีการเสียดสีกับปูน เพราะปูนมีความแข็งสูงและมักมีเหลี่ยมมุมที่คม

ทั้งนี้ในรูปที่แสดงจะเป็นเสายาว 3 เมตร ฐานเป็นตีนช้างเพื่อให้สามารถกลบให้แน่นได้ โดยแนะนำให้กลบลึกประมาณ 40-50 ซม. สำหรับความกว้างของหน้าเสาจากตีนช้างขึ้นไปประมาณ 1.1 เมตร จะเป็นเสาหน้ากว้าง 6×6″ ที่สูงจากนั้นขี้นไปจะเป็นเสาหน้ากว้าง 4×4″ การทำเช่นนี้ เนื่องจากเสาบริเวณใกล้คอดินจะเป็นจุดที่รับแรงสูงที่สุดและเป็นจุดที่มีโอกาสเกิดการแตกร้าวได้ง่าย นอกจากนี้ ที่หัวเสาจะมีการทำรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1/2″ (4 หุน) ไว้สำหรับใช้สอดห่วงอายสกรูขนาด 4 หุน และเพื่อให้สามารถใช้เป็นทางให้สลิงสอดรอดไปได้

2. สเตย์ktveg-3
เป็นส่วนสำหรับตรึงหัวเสารอบนอกของโครงสร้างไว้กับพื้น เพื่อไม่ให้เสาโอนเอียงไปตามแรงดึงของสลิง ทั้งนี้สเตย์มีความสำคัญมากกับโครงสร้างสแลน และอาจกล่าวได้ว่า หากไม่มีสเตย์ โครงสร้างก็ไม่สามารถตั้งอยู่ได้

สำหรับตัวสเตย์นั้น อาจใช้เป็นการขุดหลุมและเทปูน โดยให้มีส่วนที่เป็นเหล็กเส้นที่พับเป็นห่วงยื่นออกรอรับเส้นสลิง ทั้งนี้หากใช้วิธีดังกล่าว แนะนำให้เชื่อมห่วงนั้นให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการง้างออกของห่วงในระยะยาว

หลักการติดตั้งสเตย์

  • สลิงของสเตย์ต้องใหญ่กว่าสลิงในโครงสร้าง
  • สลิงของเสตย์ไม่ควรทำมุมมากกว่า 45° จากพื้นดิน
  • จุดที่สลิงของสเตย์ยึดกับเสา ควรอยู่ที่ตำแหน่งที่สลิงในระบบยึดกับเสา
  • เหล็กของสเตย์ที่ยื่นขึ้นจากดินเพื่อให้สลิงยึด ควรมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 12mm และควรมีการกันสนิมให้เรียบร้อย
  • หากบริเวณที่สเตย์อยู่เป็นดินที่ไม่แน่นเช่นดินทราย อาจจำเป็นต้องทำสเตย์ให้ใหญ่หรือลึกขึ้นตามความเหมาะสม

3. อุปกรณ์ในการยึดสลิงกับหัวเสา
ktveg-4
ประกอบไปด้วย

  • ห่วงอายสกรู (Eyebolts)
    ใช้สำหรับเป็นจุดยึดสลิงหรือเกลียวเร่งเข้ากับหัวเสา ควรมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 2 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของสลิงที่ใช้ และหากเป็นห่วงแบบไม่ปิด ก็ควรมีการเชื่อมปิดให้เรียบร้อย
  • เกลียวเร่ง (Turnbuckles)
    ใช้สำหรับขันให้สลิงได้ความตึงตามต้องการ ควรมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกลียวใหญ่กว่าสลิงที่ใช้ ซึ่งทางผู้ผลิตจะสามารถให้คำแนะนำได้ว่าควรใช้ขนาดเท่าใด
  • กริ๊บจับสลิง (Wire Rope Clips)
    ใช้สำหรับผูกยึดสลิงเข้าเป็นห่วงเพื่อยึดติดกับอุปกรณ์หรือชิ้นงานอื่น ทั้งนี้โดยมาตรฐานสำหรับสลิงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 3/4″ (6 หุน) จะใช้กริ๊บจำนวนสามชิ้น โดยควรมีระยะห่างระหว่างกริ๊บเท่ากับ 6 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของสลิงที่ใช้ ข้อสำคัญคือต้องเลือกใช้กริ๊บที่ขนาดตรงกับสลิงที่ใช้ และติดตั้งให้ด้านที่เป็นตัวยูของกริ๊บคล้องติดกับสลิงส่วนที่เป็นส่วนปลาย (dead end) ตามรูป อย่างไรก็ดี หากไม่ได้ติดตั้งให้สลิงมีความตึงมากและเป็นสลิงเส้นเล็ก ก็อาจลดจำนวนกริ๊บเป็นเพียงสองชิ้นได้

เกร็ดความรู้

  • หากมีการสอดสลิงผ่านเสาปูน ควรมีการสอดท่อพลาสติกที่ไม่แข็ง (ไม่ควรใช้ท่อประปาพีวีซี) ที่ทนแดดและทนการเสียดสีได้ เพื่อป้องกันการเสียดสีระหว่างสลิงกับปูน ในที่นี้ แนะนำให้ใช้เศษท่อพีอีที่เหลือใช้
  • การยึดสแลนเข้ากับสลิง อาจใช้คลิปหนีปผีเสื้อ หรือเชือกผูก หากใช้เชือกผูก ไม่แนะนำให้ใช้ เชือกไนล่อน เนื่องจากจะกรอบเมื่อโดนแดดในเวลาไม่นาน โดยแนะนำให้ใช้เชือกที่ทนแดดได้ เช่นเชือกสำหรับเล่นเรือใบซึ่งอาจมีราคาสูงกว่า แต่จะคุ้มค่ากว่ามากในระยะยาว
  • ในที่ที่มีลมแรงและโครงสร้างสแลนมีขนาดใหญ่ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการยึดสแลนแน่นติดกับสลิง แต่เป็นการร้อยเชือกพอหลวมเพื่อให้สแลนลอยขี้นตามลมได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายให้กับโครงสร้าง และจากประสบการณ์ของทางไร่ การปลูกต้นไม้เป็นแนวกันลมมีส่วนช่วยอย่างมากในการป้องกันความเสียหายจากลมกรรโชก

ที่มา : http://ktveg.com/knowledge_misc_th.html

เห็ดฟางในโรงเรือน วิสันต์ฟาร์ม


วีดีโอสาธิตการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน โดยวิสันต์ฟาร์ม

การเพาะเห็ดฟางทะลายปาล์ม

เดิมทีนั้นเห็ดฟางสามารถขึ้นได้เอง ตามหัวไร่ชายนา จากเศษหญ้า กองฟางทั่วไปและได้มีการพัฒนาการเพาะเห็ดฟางเพื่อการค้ากันอย่างแพร่หลาย ซึ่งวัสดุที่นำมาเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะเห็ดฟางได้แก่ฟางข้าว ซึ่งเป็นวัสดุหลงเหลือจากการทำนา จึงเป็นที่มาของ ชื่อ “ เห็ดฟาง ” ซึ่งเรียกตามลักษณะของเห็ดที่ขึ้นตามกองฟาง

ปัจจุบันการเพาะเห็ดฟางได้พัฒนาไปอีกรูปแบบหนึ่ง คือแทนที่จะใช้วัสดุฟางข้าวเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะ เกษตรกรได้หันมาใช้ทะลายปาล์มเป็นวัสดุในการเพาะ ส่วนเชื้อเห็ดที่นำมาเพาะยังคงใช้เชื้อเห็ดฟางเช่นเดิม ดังนั้นการเรียกชื่อเห็ดที่ได้จากการเพาะจากทะลายปาล์ม

น่าจะเรียกว่า “ เห็ดทะลายปาล์ม ” ถ้าหากชื่อยาวเกินไปไม่สะดวกต่อการเรียกขาน อาจเรียกว่า “ เห็ดปาล์ม ” ก็ดูจะเข้าทีไม่น้อย

สำหรับทะลายปาล์มซึ่งนำมาเพาะเห็ดนั้นเป็นวัสดุเหลือใช้จากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มซึ่งมีอยู่มากมายเมื่อก่อนเคยเป็นปัญหากับทางโรงงานที่จะต้องเป็นภาระในการขนย้ายไปทิ้ง แต่หลังจากมีการนำทะลายปาล์มมาเพาะเห็ด ทำให้โรงงานมีรายได้กับการขายทะลายปาล์มอีกทางหนึ่งและทะลายปาล์มหลังจากใช้ในการเพาะเห็ดแล้วยังสามารถนำไปใช้คลุมโคนต้นไม้และทำปุ๋ยได้ อีกนับเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (ทะลายปาล์ม 1 คันรถ 6 ล้อ ราคา 1,200 บาท)

ประวัติการเพาะเห็ดฟางทะลายปาล์มของอำเภอไชยา

การเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์มน้ำมัน อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2536 มีการส่งเสริมการเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์ม ในเขตพื้นที่ชลประทาน หมู่ที่ 2,5 ตำบลป่าเว ซึ่งมีเกษตรกรได้รวมกลุ่มการเพาะเห็ดฟาง จำนวน 27 ราย โดยทางสำนักงานเกษตรอำเภอไชยา ได้จัดให้มีกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรตามแผนพัฒนาชนบท ด้วยสาเหตุนี้ ในช่วงปลายปี 2538 ได้มีการขยายผลวิธีการวิธีการเพาะเห็ดฟางไปสู่ท้องถิ่นอื่น ได้แก่ ตำบลทุ่ง ตำบลพุมเรียง ตำบลตะกรบ สำหรับการเพาะเห็ดฟางในอำเภอไชยา ขณะนี้ได้มีการรวมกลุ่มการเพาะเห็ดฟางในบางหมู่บ้าน และจัดทำเป็นรายครัวเรือน รวมสมาชิกทั้งหมด 131 ครัวเรือน จะมีพ่อค้าเข้ามาบริการจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์และรับซื้อผลผลิตเห็ดในท้องถิ่น จำนวน 3 – 5 รายนำไปขายในจังหวัดต่าง ๆ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา กรุงเทพฯ ทำให้เกษตรกรไม่มีปัญหาเรื่องการจำหน่าย และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน ประมาณเดือนละ 3,000-5,000 บาท ผลผลิตรวมในพื้นที่ออกจำหน่ายไม่ต่ำกว่าวันละ 300 ก.ก. ขณะนี้ราคารับซื้อจากพ่อค้าราคา ก.ก. ละ 30-33 บาท

ข้อมูลการเพาะเห็ดฟางทะลายปาล์ม

  1. พื้นที่เพาะเห็ดฟางทะลายปาล์ม ปัจจุบันมีเกษตรกรเพาะเห็ดฟางทะลายปาล์มในท้องที่ หมู่ที่ 1,3,4,5 ตำบลตะกรบ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำการเพาะเห็ดตลอดทั้งปี และมีเกษตรกร บางส่วนของตำบลทุ่ง จะทำการเพาะเห็ดเฉพาะช่วงฤดูกาล คือ หลังจากเก็บเกี่ยวข้าว (เดือนธันวาคม) ระยะเพาะประมาณ 5 เดือน
  2. จำนวนเกษตรกรผู้เพาะเห็ดฟางทะลายปาล์ม
    1. เพาะเห็ดตลอดปีประมาณ 131 ราย
    2. เพาะเห็ดช่วงฤดูกาลหลังเก็บเกี่ยวประมาณ 35 ราย
  3. รายได้จากการเพาะเห็ดฟางทะลายปาล์ม เกษตรกรมีรายได้จากการเพาะเห็ด เฉลี่ยรายละ 3,000 – 5,000 บาท ต่อเดือน
  4. กำลังการผลิต
    1. เกษตรกรเพาะเห็ดได้เฉลี่ย 3 ก.ก. ต่อวัน คิดเป็นรายได้ 120 บาทต่อวัน (ราคาเห็ด ก.ก. ละ 30-33 บาท)
    2. กำลังการผลิตรวมของอำเภอ เฉลี่ยวันละ 300 ก.ก. ต่อวัน คิดเป็นมูลค่าวันละ 9,000-9,900 บาท ต่อวัน หรือ 270,000 – 326,700 บาท ต่อเดือน (3,240,000 – 3,920,400 บาทต่อปี)

ผลที่เกิดขึ้นจากการส่งเสริมการเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์ม

  • เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว เดือนละ 3,000 – 5,000 บาท
  • ผลผลิตรวมในพื้นที่ออกจำหน่ายไม่ต่ำกว่าวันละ 300 ก.ก. ๆ ละ 40 บาท
  • เป็นการทำกิจกรรมอาชีพแบบครบวงจร โดยมีพ่อค้านำทะลายปาล์มและวัสดุอื่นมาจำหน่าย และรับซื้อเห็ดฟางถึงในไร่นา เกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์และเสี่ยงกับภาวะด้านการตลาด และราคาผลผลิต
  • เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นกลุ่มอาชีพที่มั่นคงในโอกาสต่อไป
  • มีการใช้เวลาว่างจากการประกอบกิจกรรมอื่นให้เกิดประโยชน์ เป็นการกระจายแรงงานที่เหมาะสม
  • มีอาหารประเภทผัก ไว้บริโภคในครัวเรือน เป็นการเพิ่มอาหารโปรตีน และลดค่าใช้จ่าย
  • เศษทะลายปาล์ม นำไปใช้ในการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืชอื่น เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนถาวรต่อไป

วัสดุอุปกรณ์

  • เชื้อเห็ดฟาง
  • อาหารเสริม
  • แป้งข้าวเหนียว
  • ทลายปาล์มน้ำมัน
  • ไม้ไผ่ทำโครง
  • พลาสติกดำชนิดบาง

ขั้นตอนและวิธีการเพาะ

  • การเตรียมพื้นที่
    1. เลือกพื้นที่ให้เหมาะสม
    2. ปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ กำจัดสิ่งปฏิกูลออก
  • การสร้างโรงเรือน
    1. ใช้สแลนหรือทางมะพร้าวป้องกันแดดประมาณ 70 %
    2. ใช้สแลน ทางมะพร้าว หรือ สิ่งเหลือใช้อื่น ๆ เช่น กระสอบปุ๋ย กั้นด้านข้างเพื่อป้องกันลมพัดโดนผ้าพลาสติกคลุม
    3. ความสูงประมาณ 180 ซ.ม. กว้าง,ยาวพอสมควร
  • การเตรียมทลายปาล์มก่อนนำไปเพาะ
    1. กองทลายปาล์มสูงประมาณ 70 ซ.ม.
    2. เหยียบย่ำให้เรียบ
    3. รดน้ำให้ทั่ว 3 วัน ต่อครั้ง นานครั้งละ 2 ชั่วโมง(ใช้ท่อขนาด 1 นิ้ว ฉีด)
    4. คลุมด้วยพลาสติกให้มิดชิด นาน 12 วัน

  • การเตรียมแปลงเพาะ
    1. เตรียมแปลงกว้าง 70 ซม.
    2. ยาวครึ่งหนึ่งของผ้าพลาสติกคลุม
    3. เหยียบร่องให้เรียบ รดน้ำให้ชุ่ม

  • การเลือกซื้อเชื้อเห็ดที่มีคุณภาพ
    1. ก้อนเชื้อเห็ดแน่นแข็ง
    2. มีเส้นใยสีขาวนวล
    3. กลิ่นหอมรสดอกเห็ดฟาง
    4. ไม่มีเชื้อราชนิดอื่นปะปน
    5. ไม่มีหนอนและแมลง
  • การผสมเชื้อเห็ด

    1. ขยำเชื้อเห็ดให้ร่วน
    2. คลุกเคล้าเชื้อเห็ด อาหารเสริมและแป้งข้าวเหนียวให้ทั่ว (เข้ากันดี) อัตราส่วน สำหรับขนาดแปลงเพาะ กว้าง 70 ซม. ยาว 22 เมตร
    • เชื้อเห็ดฟาง 75 ถุง
    • อาหารเสริม 1 ถุง (1.5 ก.ก.)
    • แป้งข้าวเหนียว 1 ถุง (1 ก.ก.)
  • การโรยเชื้อเห็ดและคลุมร่อง

    1. โรยเชื้อเห็ดที่ผสมแล้วลงบนร่องให้ทั่ว
    2. รดน้ำให้ชุ่ม (ใช้บัว)
    3. ใส่โครงไม้ไผ่คลุมด้วยพลาสติกดำ ชนิดบาง

  •  การดูแลรักษา
    1. ตรวจดูความชื้นในแปลงอย่างสม่ำเสมอ
    2. ความชื้นที่เหมาะสม 35-37 องศาเซนเซียส
    3. สังเกตหยดน้ำใต้พลาสติกคลุม หากไม่มีหยดน้ำจับพลาสติกหรือมีน้อย ให้รดน้ำลงบนพื้นดินระหว่างแปลงเพาะ
    4. หลังวันเพาะ 5 วัน ให้เปิดช่องระบายอากาศ ขนาด 1 ฝ่ามือทั้งหัวและท้ายร่อง
    5. สังเกตดูเชื้อรา หากมีเชื้อราปะปนให้รีบกำจัดทันที
    6. หลังวันเพาะ 9 – 10 วัน เห็ดจะเริ่มงอก
  • การเก็บเกี่ยว
    1. เก็บเมื่อได้ขนาด ดอกโตเต็มที่แต่ไม่บาน
    2. พยายามให้กระทบกระเทือนน้อยที่สุด
    3. ใช้มีดจับดอกเห็ดหมุนไปทางใดทางหนึ่งพร้อมดึงขึ้น
    4. ดอกที่งอกบนดินควรใช้มีดตัดดอกเห็ดขึ้นมา อย่าดึงด้วยมือ
    5. เวลาเก็บ ขึ้นกับความต้องการของตลาด
    6. เก็บวันละ 1 ครั้ง ทุกวัน นานประมาณ 15 วัน ต่อรอบ
  • การตัดแต่งดอกเห็ด
    1. ใช้มีดที่บางและคม
    2. ตัดตีนให้สะอาดเรียบร้อย
    3. ตัดแต่งดอกที่เป็นผิวคางคกให้เรียบร้อยไม่เสียราคา

การจำหน่าย

มีจุดรับซื้อ ในตำบล 3 จุด พร้อมบริการวัสดุอุปกรณ์

หมายเหตุ

•  ห้ามทำซ้ำที่

• พลาสติกคลุมต้องทำความสะอาดโดยการซักน้ำทุกครั้งก่อนนำไปใช้ครั้งต่อ ๆ ไป

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอไชยา 0-7743-1033

ที่มา : http://chaiya.suratthani.doae.go.th/20.html

แนะลดต้นทุนการผลิตข้าว… ด้วยหลัก 3 ต้องทำ 3 ต้องลด – ดินดีสมเป็นนาสวน

แม้ว่ารัฐบาลจะยังคงโครงการรับจำนำข้าวของเกษตรกร แต่มีการปรับลดเงื่อนไขการรับจำนำลงจากเดิมที่เคยรับจำนำทั้งข้าวนาปีและนาปรัง ไม่เกิน 500,000 บาทต่อครัวเรือน โดยปรับเป็นข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิตปี 56/57 รับจำนำที่ 15,000 บาทต่อตัน ลดวงเงินรับจำนำเหลือ ไม่เกิน 350,000 บาทต่อครัวเรือน ส่วนข้าวนาปรัง ปี 57 รับจำนำที่ 13,000 บาทต่อตัน วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท

..ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรเองคงต้องปรับตัวเพื่อสร้างความอยู่รอดอย่างยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพารัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว…

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะยังคงไม่ยกเลิก จนกว่าราคาขายข้าวหรือโอกาสของชาวนาที่จะอยู่ได้จากการขายในระบบปกติดีขึ้น ตราบใดที่กลไกราคาตลาดไม่ปกติ รัฐต้องเข้าแทรกแซงราคาโดยการจำนำ แต่จะมีการปรับเงื่อนไขหรือวิธีการบ้าง เพื่อให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและเกษตรกรอยู่ได้ทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ ถ้ามีการปรับลดราคารับจำนำลงมา สิ่งที่เกษตรกรต้องทำคือลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ได้รายได้คงเดิมหรือเพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องการลดต้นทุนการผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พยายามรณรงค์ทุกวิถีทาง กรมการข้าวก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ผลักดันเรื่องดังกล่าวมาตลอด เช่น การจัดงานรณรงค์ลดต้นทุนการผลิตข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถกระตุ้นให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงการลดต้นทุนการผลิตข้าวอย่างจริงจัง เพราะจากการจัดนิทรรศการของกรมการข้าวและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำให้ทราบว่าเกษตรกรตัวอย่างที่สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้หลายร้อยบาทต่อไร่ทำได้จริง

การดำเนินโครงการลดต้นทุนการผลิตข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 2 ล้านไร่ ถ้าสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรลดต้นทุนได้ประสบผลสำเร็จจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการขยายผลพื้นที่ปลูกข้าวในภาคอื่นต่อไป โดยเบื้องต้นตั้งเป้าฤดูกาลผลิตปี 56 หรือฤดูกาลหน้าจะเห็นตัวชี้วัด อย่างน้อยทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวทุ่งกุลาร้องไห้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมดหรือคิดเป็น 25% จะต้องลดต้นทุนการผลิตข้าวได้

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของการจัดงานรณรงค์ลดต้นทุนการผลิตข้าว เพื่อต้องการแสดงให้พี่น้องชาวนาเห็นว่าการลดต้นทุนเป็นการแก้ปัญหาให้ชาวนาอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมการข้าวมี มาตรการลดต้นทุนการผลิตข้าว คือ 3 ต้องทำ 3 ต้องลด ประกอบด้วย 3 ต้องทำ คือ ต้องปลูกข้าวไม่เกินปีละ 2 ครั้ง ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ต้องทำบัญชีฟาร์ม ส่วน 3 ต้องลด คือ ลดอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก ลดการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ลดการใช้สารเคมี ถ้าทำได้ต้นทุนการผลิตจะลดลงไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อตัน พร้อมกันนี้ กรมฯ ได้จัดตั้ง หมู่บ้านชุมชนต้นแบบการลดต้นทุนการผลิตข้าวนำร่อง 26 หมู่บ้าน 26 จังหวัด กระจายอยู่ในภาคต่าง ๆ และมีแผนจะขยายผลในปี 2557 ภายใต้ชื่อ โครงการ 1 อำเภอ 1 หมู่บ้านลดต้นทุนการผลิตข้าว

..คาดว่าในปีแรกจะมีหมู่บ้านลดต้นทุนเพิ่มขึ้น 200 หมู่บ้านครอบคลุมทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวพื้นเมือง และจะกระจายไปยังจังหวัดต่าง ๆ ให้ครอบคลุมแหล่งปลูกข้าวทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับพี่น้องชาวนาต่อไป.

ที่มา :  เดลินิวส์

แนะลดต้นทุนการผลิตข้าว… ด้วยหลัก 3 ต้องทำ 3 ต้องลด – ดินดีสมเป็นนาสวน

แม้ว่ารัฐบาลจะยังคงโครงการรับจำนำข้าวของเกษตรกร แต่มีการปรับลดเงื่อนไขการรับจำนำลงจากเดิมที่เคยรับจำนำทั้งข้าวนาปีและนาปรัง ไม่เกิน 500,000 บาทต่อครัวเรือน โดยปรับเป็นข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิตปี 56/57 รับจำนำที่ 15,000 บาทต่อตัน ลดวงเงินรับจำนำเหลือ ไม่เกิน 350,000 บาทต่อครัวเรือน ส่วนข้าวนาปรัง ปี 57 รับจำนำที่ 13,000 บาทต่อตัน วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท

..ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรเองคงต้องปรับตัวเพื่อสร้างความอยู่รอดอย่างยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพารัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว…

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะยังคงไม่ยกเลิก จนกว่าราคาขายข้าวหรือโอกาสของชาวนาที่จะอยู่ได้จากการขายในระบบปกติดีขึ้น ตราบใดที่กลไกราคาตลาดไม่ปกติ รัฐต้องเข้าแทรกแซงราคาโดยการจำนำ แต่จะมีการปรับเงื่อนไขหรือวิธีการบ้าง เพื่อให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและเกษตรกรอยู่ได้ทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ ถ้ามีการปรับลดราคารับจำนำลงมา สิ่งที่เกษตรกรต้องทำคือลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ได้รายได้คงเดิมหรือเพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องการลดต้นทุนการผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พยายามรณรงค์ทุกวิถีทาง กรมการข้าวก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ผลักดันเรื่องดังกล่าวมาตลอด เช่น การจัดงานรณรงค์ลดต้นทุนการผลิตข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถกระตุ้นให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงการลดต้นทุนการผลิตข้าวอย่างจริงจัง เพราะจากการจัดนิทรรศการของกรมการข้าวและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำให้ทราบว่าเกษตรกรตัวอย่างที่สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้หลายร้อยบาทต่อไร่ทำได้จริง

การดำเนินโครงการลดต้นทุนการผลิตข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 2 ล้านไร่ ถ้าสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรลดต้นทุนได้ประสบผลสำเร็จจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการขยายผลพื้นที่ปลูกข้าวในภาคอื่นต่อไป โดยเบื้องต้นตั้งเป้าฤดูกาลผลิตปี 56 หรือฤดูกาลหน้าจะเห็นตัวชี้วัด อย่างน้อยทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวทุ่งกุลาร้องไห้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมดหรือคิดเป็น 25% จะต้องลดต้นทุนการผลิตข้าวได้

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของการจัดงานรณรงค์ลดต้นทุนการผลิตข้าว เพื่อต้องการแสดงให้พี่น้องชาวนาเห็นว่าการลดต้นทุนเป็นการแก้ปัญหาให้ชาวนาอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมการข้าวมี มาตรการลดต้นทุนการผลิตข้าว คือ 3 ต้องทำ 3 ต้องลด ประกอบด้วย 3 ต้องทำ คือ ต้องปลูกข้าวไม่เกินปีละ 2 ครั้ง ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ต้องทำบัญชีฟาร์ม ส่วน 3 ต้องลด คือ ลดอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก ลดการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ลดการใช้สารเคมี ถ้าทำได้ต้นทุนการผลิตจะลดลงไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อตัน พร้อมกันนี้ กรมฯ ได้จัดตั้ง หมู่บ้านชุมชนต้นแบบการลดต้นทุนการผลิตข้าวนำร่อง 26 หมู่บ้าน 26 จังหวัด กระจายอยู่ในภาคต่าง ๆ และมีแผนจะขยายผลในปี 2557 ภายใต้ชื่อ โครงการ 1 อำเภอ 1 หมู่บ้านลดต้นทุนการผลิตข้าว

..คาดว่าในปีแรกจะมีหมู่บ้านลดต้นทุนเพิ่มขึ้น 200 หมู่บ้านครอบคลุมทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวพื้นเมือง และจะกระจายไปยังจังหวัดต่าง ๆ ให้ครอบคลุมแหล่งปลูกข้าวทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับพี่น้องชาวนาต่อไป.

ที่มา :  เดลินิวส์

ข้อคิดสำหรับผู้ที่อยากเป็นเกษตรกร ตอนที่ 2

ความเดิมจากบทความที่เขียนโดย คุณ สวนวสา ที่เราได้นำเสนอไปนั้น จะจบอยู่ที่หัวข้อของการเตรียมตัวและการวางแผนนะครับ ซึ่งก็พูดถึงข้อคิดต่างๆในการเตรียมอุปกรณ์ ระบบการให้น้ำ รวมทั้งการบำรุงรักษาอุปกรณ์นั้นๆให้คงอยู่กับเราไปนานๆ ซึ่งท่านสามารถอ่านได้จาก ที่นี้

แต่สิ่งที่คุณ สวนวสา ได้ให้ข้อคิดแก่พวกเรายังไม่จบแค่นั้นครับ ยังมีอีกหลายอย่างที่เราควรจะคิดถึงมันก่อนที่เราจะลงมือทำเกษตรอย่างเต็มตัว ว่าแล้วเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

คนงาน

  1. ควรมีให้พร้อมค่ะ แต่อย่าคาดหวังอะไรมากเกินไป เพราะคนงานก็คือคนงานค่ะ ถ้าเขาขยันและฉลาดกว่านี้ เขาก็ไม่มาเป็นคนงานค่ะ การดูแลคนงานให้อยู่กันนานๆ บางทีก็ต้องหลับตาข้างหนึ่งค่ะ บางทีเขาอาจจะกินเหล้า เล่นหวย อู้งานบ้าง ตราบใดที่งานที่สั่งไว้เขาทำสำเร็จ ก็พอไปรอดค่ะ ที่สำคัญคือต้องไว้ใจได้ ของในสวนอย่าหาย (อาจมีเก็บไปกินบ้างก็ปล่อยๆ ไปค่ะ) แต่ประเภทยกมอเตอร์ไปขาย หรือให้เมียเปิดแผงที่ตลาดขายผลไม้ที่ขโมยมาจากในสวนเรา อันนี้ก็ต้องให้จรลีไปค่ะ ที่สวนวสาอนุญาตให้คนงานปลูกพืชผักที่อยากกินได้ตามสบาย หาเมล็ดผักมาให้เขาด้วย ผลไม้ในสวนหากอยากกินก็ให้เอาไปแต่พอกิน แต่ห้ามเอาไปขาย ให้จับปลาในร่องสวนมากินได้ แต่ห้ามจับไปขาย เว้นแต่คนงานจะลงทุนซื้อลูกปลามาเลี้ยงในกระชังเองก็ให้ทำได้แต่ต้องเลี้ยงนอกเวลางาน อยากเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ก็ให้เลี้ยงได้ในพื้นที่จำกัด เขาจะได้เก็บไข่กินได้เอง แต่ไม่อนุญาตให้ทำเพื่อค้าขาย ไม่งั้นวันๆ เอาแต่บำรุงรักษาพืชผักเป็ดไก่ของตัวเองจนไม่ได้ทำงานของเรา
  2. ค่าจ้างคนงาน ส่วนมากเราใช้จ้างเป็นรายวันค่ะ แต่มีหัวหน้าคนงานที่เราจ่ายเป็นรายเดือน ค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 120-180 บาทค่ะ คนต่างด้าวจะได้ที่ราวๆ 120-150 บาท คนไทยได้ที่ 150-180 บาทค่ะ หากเกิน 5 โมงเย็นก็จะมีค่าล่วงเวลาให้ (ช่วงที่เร่งเก็บผลไม้และคัดแยกน่ะค่ะ) บางทีคนซื้อผลไม้เราเขาก็จะจ่ายค่าแรงให้คนงานเราในวันที่เก็บผลไม้ให้เขา  เราก็ประหยัดไปได้ค่ะ เช่น การซื้อมะม่วงแบบเหมาสวน พ่อค้าจะมาพร้อมคนงานคัดแยก แล้วเขาจ้างเราเก็บผลไม้ให้ โดยให้ค่าแรงรายวันกับคนงานเราค่ะ ค่าจ้างนี่เราอาจปรับขึ้นให้ปีละหน ปลายปีอาจมีเงินแถมให้นิดหน่อยได้ค่ะ
  3. วันหยุด คนงานไทยในต่างจังหวัดจะขอมีวันหยุดตามวันสำคัญทางศาสนาค่ะ เช่น วันเข้าพรรษา วันทำบุญทอดกฐิน วันสงกรานต์ วันแต่งงานญาติ วันงานศพญาติ ฯลฯ เรื่องพวกนี้เราต้องปล่อยวางค่ะ เกษตรกร part-time หลายคนอาจไม่ค่อยพอใจเพราะตรงกับวันหยุดยาวที่เราจะเข้าสวนได้พอดีเช่นกัน ก็ต้องทำใจค่ะ นอกจากนี้ วันหวยออก เป็นวันที่คนงานไม่ค่อยมีกะจิตกะใจทำงานกันเท่าไหร่ ดังนั้น พยายามอย่าคาดหวังมากค่ะ คุยกันให้เข้าใจตั้งแต่เริ่มงาน จะทำให้ความรู้สึกดีทั้งสองฝ่ายค่ะ
เกษตรมือใหม่ คนงาน

การหาความรู้เพิ่มเติม

  1. เป็นเกษตรกรต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอค่ะ ซึ่งแหล่งความรู้ที่ง่ายที่สุด เร็วที่สุด และไม่เสียเงินคือการหาตามเวบไซต์ แค่เข้าไปที่ google แล้วคีย์คำที่ต้องการทราบ เช่นคำว่า โรคมะนาว หรือ มะละกอใบหงิก ก็จะปรากฏรายการเวบต่างๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับคำที่ท่านคีย์เข้าไปมาให้ท่านได้ลองเข้าไปอ่าน หากไม่เจอข้อมูลที่ต้องการค่อยมาตั้งกระทู้สอบถามเพื่อนๆเกษตรกรท่านอื่นเพิ่มเติมได้ค่ะ อย่างไรก็ตามข้อมูลต่างๆ บนเวบอาจจะมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปบ้างแล้วแต่เวบไซต์ที่เปิดเจอ เช่น เจอเวบขายปุ๋ยข้อมูลที่ออกมาอาจชี้นำไปสู่การซื้อปุ๋ยยาของเขา ดังนั้น อยากให้เกษตรกรเชื่อข้อมูลในเวบไซต์ของทางการเป็นหลัก เช่น เวบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (http://www.ku.ac.th/) เวบของกรมส่งเสริมการเกษตร (http://www.doae.go.th/) เป็นต้น เวบเหล่านี้มีข้อมูลที่น่าสนใจมากมายค่ะ หลายเวบมีรูปภาพประกอบด้วย อยากให้เกษตรกรได้ลองขวนขวายหาความรู้ด้วยตัวเองจากหลายๆแหล่งข้อมูลค่ะ จะได้คิดวิเคราะห์ได้รอบทิศ ดีกว่าการมาตั้งกระทู้ถามเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าผู้ตอบแต่ละคนมีความรู้ในด้านนั้นๆ จริงหรือไม่ บางเรื่องแม้ผู้ตอบมีความประสงค์ดี แต่ตอบเอาตามที่นึก (เอาเอง) ว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นโดยไม่มีประสบการณ์หรือหลักวิชาการสนับสนุน แล้วเกษตรกรไปทำตาม ผู้ที่เสียหายคือเกษตรกรเองค่ะ
  2. นอกจากเวบไซต์แล้ว ก็มีหนังสือและวารสารเกษตรต่างๆ ที่สามารถหาอ่านเพิ่มความรู้ได้ค่ะ เช่น วารสารเคหเกษตร วารสารเมืองไม้ผล วารสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นต้น สวนวสาได้มีโอกาสไปเยือนสวนเกษตรต่างๆ เพื่อเสาะหาพันธุ์พืชที่ต้องการก็ใช้ดูเอาตามวารสารพวกนี้ค่ะ บางทีเขาก็มีการจัดอบรมให้ฟรีๆ มีวิทยากรที่มีความรู้มาพูด มีเพื่อเกษตรกรที่มีประสบการณ์มาแบ่งปันเทคนิค เราก็จะได้ประโยชน์ค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าวารสารทุกเล่มจะจัดงานได้ดี สวนวสาเคยไปร่วมงานหนึ่งเป็นการอบรมครึ่งวัน แต่กว่าการกล่าวเปิดงานของบุคคลสำคัญต่างๆที่เชิญมาจะหมดก็ปาเข้าไปเกือน 10 โมงแล้ว แล้วยังพักเบรคยาวๆ ให้คนที่มาอบรมไปซื้อของที่สปอนเซอร์ต่างๆ มาออกร้านขาย ในที่สุดได้ฟังคนบรรยาย (แบบรีบๆ ให้จบ) แค่ไม่ถึงชั่วโมง เสียเวลาไปเหมือนกันค่ะ
  3. หนังสือเกี่ยวกับคู่มือการเกษตรต่างๆ รวมถึงผลงานวิจัยบางงานที่มีประโยชน์ มีจำหน่ายที่ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ศูนย์หนังสือจุฬา ที่ร้านหนังสือแพร่พิทยา และตามงานเกษตรแฟร์ นอกจากนี้ยังมีแจกให้ฟรีโดยกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานราชการบางหน่วยงาน ลองติดต่อขอไปดูได้ค่ะ

เกษตรมือใหม่ ความรู้เพิ่มเติม

ความต้องการ กับ ความเป็นจริง

ผู้ที่อยากเป็นเกษตรกรหลายท่านที่ทำงานประจำอยู่ ควรพิจารณาบริหารเวลา ครอบครัว และทุนทรัพย์ให้รอบคอบก่อนลงมือค่ะ บางทีเรามาอ่านๆ ในเวบต่างๆ เห็นคนอื่นเขาซื้อที่ดินกัน ลงมือทำกัน ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากทำบ้าง แต่นั่นอาจเป็นความต้องการของคุณคนเดียวหรือเปล่า ลองดูปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้ด้วยค่ะ

  1. เวลา – คุณทำงานประจำในวันเสาร์อาทิตย์หรือเปล่า เพราะการเป็นเกษตรกร part-time นั้นอย่างน้อยต้องมีเวลาเสาร์-อาทิตย์ที่จะไปดูแลพืชผลที่ปลูกได้ หรือหากทำงานส่วนตัว ก็ต้องถามว่าสามารถจัดเวลาได้หรือเปล่าที่จะหาเวลาว่างแวะเวียนไปดูแลการเติบโตของพืชผล และแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หลายๆ คนไฟแรงแต่ตอนแรกๆ พอสักห้าหกเดือนผ่านไป ก็ทิ้งระยะเสียแล้ว จากทุกอาทิตย์ เป็นเดือนละหน เป็นสองเดือนหน ในที่สุดเหลือปีละหน อย่างนี้สิ่งที่ลงทุนไปก็จะเสียเปล่าค่ะ การทำเกษตรนั้นคนทำต้องมีความรับผิดชอบ (discipline) ที่ต่อเนื่องค่ะ ยิ่งถ้าที่ดินอยู่ไกลจากที่บ้านหรือที่ทำงานมากๆ อย่างที่เขียนไว้แล้วด้านบน ว่าส่วนใหญ่เจอค่าน้ำมันและเวลาขับรถไปก็จะท้อใจในที่สุด
  2. ครอบครัว – เป็นสิ่งสำคัญค่ะ การซื้อที่ดินทำเกษตรนี่ครอบครัวทางบ้านต้องสนับสนุนนะคะ เพราะบางครั้งเป็นความต้องการเฉพาะของคุณพ่อบ้านอย่างเดียว แต่ครอบครัวทางบ้านไม่สนับสนุน เพราะเคยได้ยินคุณแม่บ้านบ่นว่าเสาร์อาทิตย์แทนที่จะได้พาลูกไปเรียนพิเศษ หรือได้ไปท่องเที่ยวกันตามแหล่งท่องเที่ยว ก็ต้องไปใช้ชีวิตกลางแดดร้อนๆ ขุดดิน ปลูกพืช เรื่องแบบนี้คุณแม่บ้านบางคน และเด็กๆ ไม่เข้าใจค่ะ อยากให้ทำความเข้าใจกันในบ้านให้เรียบร้อยก่อน เพราะไม่งั้นอาจมีปัญหาภายในครอบครัวได้ค่ะ
  3. ทุน – สะสมมาพอไหม เวลาคำนวณเงินลงทุน คิดให้รอบคอบด้วยค่ะ นอกจากค่าที่ดิน ค่าคนงาน ค่ากิ่งพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าระบบน้ำ ค่าอุปกรณ์การเกษตรต่างๆ แล้ว คิดได้เท่าไหร่ ให้คูณ 3 ไว้ก่อนเลย เพราะจริงๆ มันจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่คุณไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกมากๆๆๆๆๆ  และถ้าเงินสะสมของคุณไม่มากพอ นำไปสู่การเป็นหนี้สินเพื่อนำมาลงทุน มันจะไม่ยั่งยืนน่ะค่ะ
เกษตรมือใหม่ ความเป็นจริง

จากปัจจัยเรื่องเวลา ครอบครัว และทุนที่พูดถึงด้านบน  ก็มีผลต่อการตัดสินใจเลือกชนิดพืชเพื่อทำสวนเกษตรเบื้องต้น ดังนี้ค่ะ

  1. สวนป่า – ถ้าที่ดินอยู่ไกล เวลามีน้อย  ภาระครอบครัวมีมาก ทุนมีกลางๆ ในช่วง 5-10 ปีนี้ แต่อยากเริ่มแล้ว ก็อยากให้พิจารณาเริ่มที่การทำสวนป่าไปก่อน คือ ปลูกพืชที่ตัดไม้ขายในภายหลัง เช่น สน ยูคา สัก หรือไม้ป่าอื่นๆ เพราะจะหนักแค่ช่วงปรับปรุงดินแรกๆ พอต้นกล้าตั้งหลักได้แล้ว ก็ผ่อนภาระการสิ่งไปดูแลบ่อยๆ ไป 5 – 10 ปี เช่นไปเดือนละหน หรือ สองเดือนหน ก็ได้ แต่ต้องไปนะคะ ไม่งั้นเพื่อนบ้านอาจจะมาบุกรุกเขาไปปลูกอะไรต่อมิอะไรเป็นการบันเทิงไป เราเจอมาแล้วกับที่ดินของเราที่อยู่ไกลๆ ไม่ค่อยได้ไปสามสี่เดือน มีสวนพริก สวนถั่ว เกิดขึ้นมาในที่ดินเราเฉยเลย ดีไม่ดีต้นกล้าที่เราปลูกไว้อาจเจอพืชอื่นเบียดเบียนตายไปก็ได้ หรือไม่ก็เจอมาแล้วค่ะ ที่ชาวบ้านเข้าไปจุดคบไฟหาหนู แล้วทำไฟไหม้สวนเราไปครึ่งสวน     พวกสวนป่านี่ช่วงท้ายๆ ต้องเฝ้ากันดีๆ ด้วยเพราะไม่งั้นชาวบ้านแอบมาตัดไม้เราไปขาย ก็มีค่ะ
  2. พืชอาหาร – ต้องการเวลาอย่างมากค่ะ อย่างที่เขียนมาแล้วว่าผู้ปลูกต้องมีความสม่ำเสมอในการไปดูแล เพราะไม่งั้นเผลอแป๊บเดียวโรคหรือแมลงลง ต้นไม้อาจจะตายไปทั้งสวนก็ได้ค่ะ ฝากคนงานเขาก็คงไม่ได้ใส่ใจมาก เพราะไม่ใช่สวนของเขาน่ะค่ะ พืชอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ พืชตระกูลธัญพืช หรือผักต่างๆ ต้องดูแลใกล้ชิดค่ะ นอกจากนี้ช่วงเก็บผลผลิตก็ต้องคอยหาตลาดให้ดี วางแผนการเก็บให้ดี การขนส่ง การเก็บรักษาอีก หากเกษตรกรยังไม่พร้อมก็แบ่งที่ดินปลูกเฉพาะที่พอกินเองไปก่อน ส่วนที่ดินที่เหลือก็ปลูกไม้ยืนต้นพวกสวนป่าไปก่อนค่ะ
  3. พืชพลังงาน – พลังงานกำลังขาดแคลน คนเลยเห่อปลูกพืชพลังงานกันใหญ่ ตั้งแต่พวกมัน อ้อย ปาล์ม สบู่ดำ ฯลฯ ราคาก็ขึ้นลงตามที่เราเห็นๆ ค่ะ พืชน้ำมันนี่มันแทนที่พื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารนะคะ เวลานี้ทั่วโลกกำลังมีประเด็นเรื่องอาหารขาดแคลน เพราะหลายประเทศที่เคยทำเกษตรกรรมอาหาร เช่น มาเลย์ อินโด บราซิล อาร์เจนติน่า หันไปปลูกพืชพลังงานและยางพารากันใหญ่  ในระยะยาวแล้วราคาพืชอาหารจะแซงพืชพลังงานค่ะ สวนวสาจึงอยากเชียร์ให้ทุกคนกัดฟันปลูกพืชอาหารกันไปก่อนค่ะ  และจะให้ข้อคิดสำหรับคนที่อยากปลูกพืชน้ำมันว่าควรอยู่ใกล้แหล่งรับซื้อนะคะ เช่นปลูกปาล์มควรอยู่ใกล้ๆ โรงกลั่นนะคะ หากมีหลายๆ โรงในพื้นที่ยิ่งดีค่ะ ไม่งั้นเก็บผลผลิตแล้วส่งไม่ได้ก็จะเสียหายมากค่ะ เราจะเห็นว่าบางทีพอราคาขึ้นและน้ำมันที่กลั่นแล้วยังขายไม่ได้ บางโรงกลั่นเขาปิดไม่รับซื้อก็มีค่ะ หากมีตัวเลือกก็จะดีค่ะ เพราะพืชน้ำมันนี่เอาไปวางขายตามตลาดก็ไม่ได้ กินเองก็ไม่ได้ ต้องขายเข้าผู้แปรรูปอย่างเดียวเลย

เกษตรมือใหม่ ปัจจัยต่างๆ