คลังเก็บหมวดหมู่: บทความ

🌧🌧🌧คำแนะนำสำหรับร้านค้า ช่วงฤดูฝน⛈⛈⛈

🦁 ปัจจุบันทุกท่านคงเห็นแล้วว่าเราเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แม้จะมีบางวันที่ร้อนจัดอยู่ก็ตาม สิ่งสำคัญสำหรับปีนี้ที่ไม่เหมือนปีก่อน คือ #ปีนี้น้ำท่าจะดี #ปีนี้จะไม่แล้ง ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรทุกท่าน และก็เป็นข่าวดีสำหรับร้านค้าด้วยเช่นกันครับ เสมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพี่งป่า

🌿 ในกรณีที่น้ำท่าบริบูรณ์ และไม่มากเกินไป ผลผลิตเกษตรกรรมต่างๆจะออกมาสวยงามมาก โดยเฉพาะ #ข้าว ตรงนี้ร้านมือเก๋าจะทราบดี ว่าต้องทำการกักตุนสินค้าประเภทใด แต่สำหรับท่านที่เพิ่งเริ่มต้นนั้น เราขอแนะนำให้ท่านเริ่มสินค้า 2 ประเภทนี้ครับ

🌾 #มุ้งไนล่อน ให้เน้นสั่งตัวหน้ากว้าง 3 เมตรขึ้นไป เพราะ ขนาดหน้ากว้างนั้นจะใช้เวลาผลิตนานมาก 1 ม้วนเท่ากัน มุ้ง 5 เมตร จะใช้เวลา 5-6 เท่าเมื่อเทียบกับผลิตมุ้ง 90 เซนติเมตร เมื่อเข้าฤดูกาลจริงๆ ก็ไม่เคยผลิตทัน ไม่ว่าปีนั้นจะแล้งหรือไม่ก็ตาม

🌦️ ต่อไป #ผ้าพลาสติกสาน สินค้าตัวนี้แม้จะขายได้ทั้งปี แต่ก็จะขายดีในช่วงที่มีฝนตกชุก ถ้าลูกค้าที่ร้านเป็นชาวบ้านปกติ ขนาดเล็กๆจะขายดี เช่น 2×3 เมตร 3×4 เมตร 4×5 เมตร ถ้าลูกค้าเป็นเกษตกร หรือโรงงาน จะเป็นผ้าผืนขนาดใหญ่ 6×6 เมตร ไปจนถึง 10×10 เมตร

❤️ เราหวังว่าคำแนะนำของเราจะช่วยให้ท่าน ปรับเปลี่ยนสินค้าในร้าน และทำยอดทะลุเป้าหมายที่ท่านตั้งไว้ และก่อนจบบทความนี้ ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความเชื่อใจ และให้โอกาสเราได้บริการ ขอบคุณมากครับ

มุ้งฟ้าตราฉลาม มุ้งฟ้า 16 ตา

สวนขาวสะอาดตา ด้วยผ้าคลุมดินสีขาว


สำหรับคนปลูก #เมล่อน #สตรอว์เบอร์รี หรือคนที่อยากได้ #สวนขาวสะอาดตา ก็สามารถใช้ #ผ้าคลุมดินสีขาว ได้เลยนะครับ

#ผ้าคลุมดินสีขาว ไปดูงานกันถึงประเทศญี่ปุ่น คุณสมบัติเด่น

  1. ทนแดดนาน 3-5 ปี
  2. เหนียว หนา เหยียบไม่ขาด
  3. ระบายน้ำได้ ไม่ต้องเจาะรู

กว้าง 1.80 × 50 หลา #โรงงานมาเอง สั่งม้วนละกี่เมตร กี่หลาก็ได้
ราคาเมตรละ 16 บาทเท่านั้น หรือหลาละ 14.5 บาท

1-10 ม้วน ม้วนละ 725 บาท ค่าส่ง 300 บาท
11-20 ม้วน ม้วนละ 700 บาท ค่าส่ง 400 บาท
21-30 ม้วน ม้วนละ 675 บาท ค่าส่ง 500 บาท

สั่งจำนวนมาก ลดได้อีก

สนใจสอบถามสินค้า ☎️ ติดต่อ คงสวัสดิ์ อินเตอร์เทรด จำกัด

02-415-3858 ,02-417-1844 ,02-893-5366

Line ID : kongsawat.com

หรือผ่าน http://line.me/ti/p/GVnlOvMUCu

ติดตามบทความดีๆได้ที่ 🕸 kongsawat.com

#สวนเมล่อน #ฟาร์มเมล่อน #เมล่อน #สตรอว์เบอร์รี่ #แปลงเกษตร #ผ้าคลุมดินสีขาว #ผ้าคลุมแปลง #สตรอว์เบอร์รี

ภาวะตลาดแสลนกรองแสงปีไก่ 2560

เราในฐานะที่เสมือนเพื่อนร่วมทางของท่าน เราอยากบอกเล่าภาวะ และแนวโน้มตลาดแก่ทุกท่านๆได้เตรียมร้านของท่านให้พร้อมฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง จึงเป็นเหตุที่ Page ทำบทความนี้ขี้นมา

แสลนกรองแสงระบบทอ

เมื่อพูดถึงฤดูร้อนแล้ว ร้านค้าที่เจนจัดในสนามมานานทุกท่านจะทราบดี “แสลน” หรือ “ตาข่ายกรองแสง” เป็นสินค้าที่ทำยอดให้ร้านของท่านในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับเรื่องราคาแสลนในปีนี้นั้น ทีมงานเราได้วิเคราะห์กันสรุปได้ว่า ปีนี้ราคาเมื่อเข้าฤดูจะไม่ขึ้นสูงมากนัก เป็นเหตุจากมีผู้เล่นเข้ามาเสริมในตลาดหลายราย

แสลนกรองแสงที่สวนกล้วยไม้

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อถึงเดือนเมษาแล้วท่านจะได้สินค้าตามที่ท่านต้องการ เพราะ ผู้เล่นเหล่านั้นกำลังการผลิตยังไม่สูงนัก อีกทั้งแสลนส่วนใหญ่ที่ผลิตได้ก็ส่งออกเป็นส่วนมาก ตามปกตินั้นร้านขายส่งส่วนใหญ่จะทยอยเรียกตาข่ายกรองแสงเข้าตั้งแต่มกราคม หรือบางท่านจะเป็นช่วงหลังตรุษจีน

ถ้าท่านเป็นร้านค้าเล็ก ร้านค้าเกษตรทั่วไป และยังไม่เคยขายสินค้าประเภทนี้ ช่วงนี้เป็นโอกาสดีของท่านครับที่จะเริ่มขายแสลน โทรมาปรึกษาเราได้ครับ ด้วยประสบการณ์การทํางานกว่า 20 ปีของเรา เราพร้อมให้คำปรึกษาแก่ทุกท่านที่สนใจ

แสลนกรองแสงที่เรือนเพาะชำ

ติดต่อ คงสวัสดิ์ อินเตอร์เทรด จำกัด

การติดตั้งโครงสร้างสแลนพรางแสง

พืชผักบางชนิดไม่สามารถเติบโตได้ดีในอากาศที่ร้อนจัด โดยอาจส่งผลให้พืชเจริญเติบโตช้าลง ไม่ติดดอก หรืออาจถีงขั้นเหี่ยวเฉาตาย ดังนั้น ในบางกรณี การติดตั้งสแลนพรางแสงอาจมีความจำเป็นและคุ้มค่าต่อการลงทุน ทั้งนี้นอกจากจะช่วยพรางแสงให้ผลิตผลแล้ว สแลนยังอาจมีส่วนช่วยลดความเสียหายจากการกระแทกของเม็ดฝนอีกด้วย อย่างไรก็ดี การติดตั้งโครงสร้างสแลน มีผลทำให้การเข้าทำงานของรถไถมีความยากลำบากมากขี้น จึงควรพิจารณาข้อดี ข้อเสียให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจติดตั้ง

ในหัวข้อนี้จะเป็นการแนะนำวิธีการเบื้องต้นในการติดตั้งโครงสร้างสแลนพรางแสงที่ทางไร่ใช้ อย่างไรก็ดี ทางไร่มิได้มีผู้ชำนาญเฉพาะในการติดตั้ง จึงไม่สามารถรับรองวิธีการที่จะกล่าวถึงนี้ได้ และขอนำเสนอเพียงเพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น
ออกแบบโครงสร้างทั่วไป
ตัวอย่างแบบการติดตั้งสแลนในพื้นที่ 50m×100m ได้แสดงตามแผนผังข้างล่างนี้ โดยจะขอกล่าวอธิบายถึงโครงสร้างในแต่ละส่วนตามลำดับ
ktveg-1

1. เสา สามารถเป็นเสาปูน เสาไม้ หรือเสาเหล็กได้ktveg-2
ในที่นี้จะขอแสดงตัวอย่างเป็นเสาปูนเสริมเหล็กซึ่งทางไร่ใช้อยู่ เสาปูนมีข้อดีคือราคาถูก ไม่ผุและไม่ขึ้นสนิม แต่ข้อเสียคือมีความเปราะ (หักง่าย) และมีโอกาสบาดเส้นสลิงหากปล่อยให้สลิงมีการเสียดสีกับปูน เพราะปูนมีความแข็งสูงและมักมีเหลี่ยมมุมที่คม

ทั้งนี้ในรูปที่แสดงจะเป็นเสายาว 3 เมตร ฐานเป็นตีนช้างเพื่อให้สามารถกลบให้แน่นได้ โดยแนะนำให้กลบลึกประมาณ 40-50 ซม. สำหรับความกว้างของหน้าเสาจากตีนช้างขึ้นไปประมาณ 1.1 เมตร จะเป็นเสาหน้ากว้าง 6×6″ ที่สูงจากนั้นขี้นไปจะเป็นเสาหน้ากว้าง 4×4″ การทำเช่นนี้ เนื่องจากเสาบริเวณใกล้คอดินจะเป็นจุดที่รับแรงสูงที่สุดและเป็นจุดที่มีโอกาสเกิดการแตกร้าวได้ง่าย นอกจากนี้ ที่หัวเสาจะมีการทำรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1/2″ (4 หุน) ไว้สำหรับใช้สอดห่วงอายสกรูขนาด 4 หุน และเพื่อให้สามารถใช้เป็นทางให้สลิงสอดรอดไปได้

2. สเตย์ktveg-3
เป็นส่วนสำหรับตรึงหัวเสารอบนอกของโครงสร้างไว้กับพื้น เพื่อไม่ให้เสาโอนเอียงไปตามแรงดึงของสลิง ทั้งนี้สเตย์มีความสำคัญมากกับโครงสร้างสแลน และอาจกล่าวได้ว่า หากไม่มีสเตย์ โครงสร้างก็ไม่สามารถตั้งอยู่ได้

สำหรับตัวสเตย์นั้น อาจใช้เป็นการขุดหลุมและเทปูน โดยให้มีส่วนที่เป็นเหล็กเส้นที่พับเป็นห่วงยื่นออกรอรับเส้นสลิง ทั้งนี้หากใช้วิธีดังกล่าว แนะนำให้เชื่อมห่วงนั้นให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการง้างออกของห่วงในระยะยาว

หลักการติดตั้งสเตย์

  • สลิงของสเตย์ต้องใหญ่กว่าสลิงในโครงสร้าง
  • สลิงของเสตย์ไม่ควรทำมุมมากกว่า 45° จากพื้นดิน
  • จุดที่สลิงของสเตย์ยึดกับเสา ควรอยู่ที่ตำแหน่งที่สลิงในระบบยึดกับเสา
  • เหล็กของสเตย์ที่ยื่นขึ้นจากดินเพื่อให้สลิงยึด ควรมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 12mm และควรมีการกันสนิมให้เรียบร้อย
  • หากบริเวณที่สเตย์อยู่เป็นดินที่ไม่แน่นเช่นดินทราย อาจจำเป็นต้องทำสเตย์ให้ใหญ่หรือลึกขึ้นตามความเหมาะสม

3. อุปกรณ์ในการยึดสลิงกับหัวเสา
ktveg-4
ประกอบไปด้วย

  • ห่วงอายสกรู (Eyebolts)
    ใช้สำหรับเป็นจุดยึดสลิงหรือเกลียวเร่งเข้ากับหัวเสา ควรมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 2 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของสลิงที่ใช้ และหากเป็นห่วงแบบไม่ปิด ก็ควรมีการเชื่อมปิดให้เรียบร้อย
  • เกลียวเร่ง (Turnbuckles)
    ใช้สำหรับขันให้สลิงได้ความตึงตามต้องการ ควรมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกลียวใหญ่กว่าสลิงที่ใช้ ซึ่งทางผู้ผลิตจะสามารถให้คำแนะนำได้ว่าควรใช้ขนาดเท่าใด
  • กริ๊บจับสลิง (Wire Rope Clips)
    ใช้สำหรับผูกยึดสลิงเข้าเป็นห่วงเพื่อยึดติดกับอุปกรณ์หรือชิ้นงานอื่น ทั้งนี้โดยมาตรฐานสำหรับสลิงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 3/4″ (6 หุน) จะใช้กริ๊บจำนวนสามชิ้น โดยควรมีระยะห่างระหว่างกริ๊บเท่ากับ 6 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของสลิงที่ใช้ ข้อสำคัญคือต้องเลือกใช้กริ๊บที่ขนาดตรงกับสลิงที่ใช้ และติดตั้งให้ด้านที่เป็นตัวยูของกริ๊บคล้องติดกับสลิงส่วนที่เป็นส่วนปลาย (dead end) ตามรูป อย่างไรก็ดี หากไม่ได้ติดตั้งให้สลิงมีความตึงมากและเป็นสลิงเส้นเล็ก ก็อาจลดจำนวนกริ๊บเป็นเพียงสองชิ้นได้

เกร็ดความรู้

  • หากมีการสอดสลิงผ่านเสาปูน ควรมีการสอดท่อพลาสติกที่ไม่แข็ง (ไม่ควรใช้ท่อประปาพีวีซี) ที่ทนแดดและทนการเสียดสีได้ เพื่อป้องกันการเสียดสีระหว่างสลิงกับปูน ในที่นี้ แนะนำให้ใช้เศษท่อพีอีที่เหลือใช้
  • การยึดสแลนเข้ากับสลิง อาจใช้คลิปหนีปผีเสื้อ หรือเชือกผูก หากใช้เชือกผูก ไม่แนะนำให้ใช้ เชือกไนล่อน เนื่องจากจะกรอบเมื่อโดนแดดในเวลาไม่นาน โดยแนะนำให้ใช้เชือกที่ทนแดดได้ เช่นเชือกสำหรับเล่นเรือใบซึ่งอาจมีราคาสูงกว่า แต่จะคุ้มค่ากว่ามากในระยะยาว
  • ในที่ที่มีลมแรงและโครงสร้างสแลนมีขนาดใหญ่ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการยึดสแลนแน่นติดกับสลิง แต่เป็นการร้อยเชือกพอหลวมเพื่อให้สแลนลอยขี้นตามลมได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายให้กับโครงสร้าง และจากประสบการณ์ของทางไร่ การปลูกต้นไม้เป็นแนวกันลมมีส่วนช่วยอย่างมากในการป้องกันความเสียหายจากลมกรรโชก

ที่มา : http://ktveg.com/knowledge_misc_th.html

เห็ดฟางในโรงเรือน วิสันต์ฟาร์ม


วีดีโอสาธิตการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน โดยวิสันต์ฟาร์ม

การเพาะเห็ดฟางทะลายปาล์ม

เดิมทีนั้นเห็ดฟางสามารถขึ้นได้เอง ตามหัวไร่ชายนา จากเศษหญ้า กองฟางทั่วไปและได้มีการพัฒนาการเพาะเห็ดฟางเพื่อการค้ากันอย่างแพร่หลาย ซึ่งวัสดุที่นำมาเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะเห็ดฟางได้แก่ฟางข้าว ซึ่งเป็นวัสดุหลงเหลือจากการทำนา จึงเป็นที่มาของ ชื่อ “ เห็ดฟาง ” ซึ่งเรียกตามลักษณะของเห็ดที่ขึ้นตามกองฟาง

ปัจจุบันการเพาะเห็ดฟางได้พัฒนาไปอีกรูปแบบหนึ่ง คือแทนที่จะใช้วัสดุฟางข้าวเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะ เกษตรกรได้หันมาใช้ทะลายปาล์มเป็นวัสดุในการเพาะ ส่วนเชื้อเห็ดที่นำมาเพาะยังคงใช้เชื้อเห็ดฟางเช่นเดิม ดังนั้นการเรียกชื่อเห็ดที่ได้จากการเพาะจากทะลายปาล์ม

น่าจะเรียกว่า “ เห็ดทะลายปาล์ม ” ถ้าหากชื่อยาวเกินไปไม่สะดวกต่อการเรียกขาน อาจเรียกว่า “ เห็ดปาล์ม ” ก็ดูจะเข้าทีไม่น้อย

สำหรับทะลายปาล์มซึ่งนำมาเพาะเห็ดนั้นเป็นวัสดุเหลือใช้จากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มซึ่งมีอยู่มากมายเมื่อก่อนเคยเป็นปัญหากับทางโรงงานที่จะต้องเป็นภาระในการขนย้ายไปทิ้ง แต่หลังจากมีการนำทะลายปาล์มมาเพาะเห็ด ทำให้โรงงานมีรายได้กับการขายทะลายปาล์มอีกทางหนึ่งและทะลายปาล์มหลังจากใช้ในการเพาะเห็ดแล้วยังสามารถนำไปใช้คลุมโคนต้นไม้และทำปุ๋ยได้ อีกนับเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (ทะลายปาล์ม 1 คันรถ 6 ล้อ ราคา 1,200 บาท)

ประวัติการเพาะเห็ดฟางทะลายปาล์มของอำเภอไชยา

การเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์มน้ำมัน อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2536 มีการส่งเสริมการเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์ม ในเขตพื้นที่ชลประทาน หมู่ที่ 2,5 ตำบลป่าเว ซึ่งมีเกษตรกรได้รวมกลุ่มการเพาะเห็ดฟาง จำนวน 27 ราย โดยทางสำนักงานเกษตรอำเภอไชยา ได้จัดให้มีกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรตามแผนพัฒนาชนบท ด้วยสาเหตุนี้ ในช่วงปลายปี 2538 ได้มีการขยายผลวิธีการวิธีการเพาะเห็ดฟางไปสู่ท้องถิ่นอื่น ได้แก่ ตำบลทุ่ง ตำบลพุมเรียง ตำบลตะกรบ สำหรับการเพาะเห็ดฟางในอำเภอไชยา ขณะนี้ได้มีการรวมกลุ่มการเพาะเห็ดฟางในบางหมู่บ้าน และจัดทำเป็นรายครัวเรือน รวมสมาชิกทั้งหมด 131 ครัวเรือน จะมีพ่อค้าเข้ามาบริการจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์และรับซื้อผลผลิตเห็ดในท้องถิ่น จำนวน 3 – 5 รายนำไปขายในจังหวัดต่าง ๆ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา กรุงเทพฯ ทำให้เกษตรกรไม่มีปัญหาเรื่องการจำหน่าย และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน ประมาณเดือนละ 3,000-5,000 บาท ผลผลิตรวมในพื้นที่ออกจำหน่ายไม่ต่ำกว่าวันละ 300 ก.ก. ขณะนี้ราคารับซื้อจากพ่อค้าราคา ก.ก. ละ 30-33 บาท

ข้อมูลการเพาะเห็ดฟางทะลายปาล์ม

  1. พื้นที่เพาะเห็ดฟางทะลายปาล์ม ปัจจุบันมีเกษตรกรเพาะเห็ดฟางทะลายปาล์มในท้องที่ หมู่ที่ 1,3,4,5 ตำบลตะกรบ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำการเพาะเห็ดตลอดทั้งปี และมีเกษตรกร บางส่วนของตำบลทุ่ง จะทำการเพาะเห็ดเฉพาะช่วงฤดูกาล คือ หลังจากเก็บเกี่ยวข้าว (เดือนธันวาคม) ระยะเพาะประมาณ 5 เดือน
  2. จำนวนเกษตรกรผู้เพาะเห็ดฟางทะลายปาล์ม
    1. เพาะเห็ดตลอดปีประมาณ 131 ราย
    2. เพาะเห็ดช่วงฤดูกาลหลังเก็บเกี่ยวประมาณ 35 ราย
  3. รายได้จากการเพาะเห็ดฟางทะลายปาล์ม เกษตรกรมีรายได้จากการเพาะเห็ด เฉลี่ยรายละ 3,000 – 5,000 บาท ต่อเดือน
  4. กำลังการผลิต
    1. เกษตรกรเพาะเห็ดได้เฉลี่ย 3 ก.ก. ต่อวัน คิดเป็นรายได้ 120 บาทต่อวัน (ราคาเห็ด ก.ก. ละ 30-33 บาท)
    2. กำลังการผลิตรวมของอำเภอ เฉลี่ยวันละ 300 ก.ก. ต่อวัน คิดเป็นมูลค่าวันละ 9,000-9,900 บาท ต่อวัน หรือ 270,000 – 326,700 บาท ต่อเดือน (3,240,000 – 3,920,400 บาทต่อปี)

ผลที่เกิดขึ้นจากการส่งเสริมการเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์ม

  • เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว เดือนละ 3,000 – 5,000 บาท
  • ผลผลิตรวมในพื้นที่ออกจำหน่ายไม่ต่ำกว่าวันละ 300 ก.ก. ๆ ละ 40 บาท
  • เป็นการทำกิจกรรมอาชีพแบบครบวงจร โดยมีพ่อค้านำทะลายปาล์มและวัสดุอื่นมาจำหน่าย และรับซื้อเห็ดฟางถึงในไร่นา เกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์และเสี่ยงกับภาวะด้านการตลาด และราคาผลผลิต
  • เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นกลุ่มอาชีพที่มั่นคงในโอกาสต่อไป
  • มีการใช้เวลาว่างจากการประกอบกิจกรรมอื่นให้เกิดประโยชน์ เป็นการกระจายแรงงานที่เหมาะสม
  • มีอาหารประเภทผัก ไว้บริโภคในครัวเรือน เป็นการเพิ่มอาหารโปรตีน และลดค่าใช้จ่าย
  • เศษทะลายปาล์ม นำไปใช้ในการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืชอื่น เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนถาวรต่อไป

วัสดุอุปกรณ์

  • เชื้อเห็ดฟาง
  • อาหารเสริม
  • แป้งข้าวเหนียว
  • ทลายปาล์มน้ำมัน
  • ไม้ไผ่ทำโครง
  • พลาสติกดำชนิดบาง

ขั้นตอนและวิธีการเพาะ

  • การเตรียมพื้นที่
    1. เลือกพื้นที่ให้เหมาะสม
    2. ปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ กำจัดสิ่งปฏิกูลออก
  • การสร้างโรงเรือน
    1. ใช้สแลนหรือทางมะพร้าวป้องกันแดดประมาณ 70 %
    2. ใช้สแลน ทางมะพร้าว หรือ สิ่งเหลือใช้อื่น ๆ เช่น กระสอบปุ๋ย กั้นด้านข้างเพื่อป้องกันลมพัดโดนผ้าพลาสติกคลุม
    3. ความสูงประมาณ 180 ซ.ม. กว้าง,ยาวพอสมควร
  • การเตรียมทลายปาล์มก่อนนำไปเพาะ
    1. กองทลายปาล์มสูงประมาณ 70 ซ.ม.
    2. เหยียบย่ำให้เรียบ
    3. รดน้ำให้ทั่ว 3 วัน ต่อครั้ง นานครั้งละ 2 ชั่วโมง(ใช้ท่อขนาด 1 นิ้ว ฉีด)
    4. คลุมด้วยพลาสติกให้มิดชิด นาน 12 วัน

  • การเตรียมแปลงเพาะ
    1. เตรียมแปลงกว้าง 70 ซม.
    2. ยาวครึ่งหนึ่งของผ้าพลาสติกคลุม
    3. เหยียบร่องให้เรียบ รดน้ำให้ชุ่ม

  • การเลือกซื้อเชื้อเห็ดที่มีคุณภาพ
    1. ก้อนเชื้อเห็ดแน่นแข็ง
    2. มีเส้นใยสีขาวนวล
    3. กลิ่นหอมรสดอกเห็ดฟาง
    4. ไม่มีเชื้อราชนิดอื่นปะปน
    5. ไม่มีหนอนและแมลง
  • การผสมเชื้อเห็ด

    1. ขยำเชื้อเห็ดให้ร่วน
    2. คลุกเคล้าเชื้อเห็ด อาหารเสริมและแป้งข้าวเหนียวให้ทั่ว (เข้ากันดี) อัตราส่วน สำหรับขนาดแปลงเพาะ กว้าง 70 ซม. ยาว 22 เมตร
    • เชื้อเห็ดฟาง 75 ถุง
    • อาหารเสริม 1 ถุง (1.5 ก.ก.)
    • แป้งข้าวเหนียว 1 ถุง (1 ก.ก.)
  • การโรยเชื้อเห็ดและคลุมร่อง

    1. โรยเชื้อเห็ดที่ผสมแล้วลงบนร่องให้ทั่ว
    2. รดน้ำให้ชุ่ม (ใช้บัว)
    3. ใส่โครงไม้ไผ่คลุมด้วยพลาสติกดำ ชนิดบาง

  •  การดูแลรักษา
    1. ตรวจดูความชื้นในแปลงอย่างสม่ำเสมอ
    2. ความชื้นที่เหมาะสม 35-37 องศาเซนเซียส
    3. สังเกตหยดน้ำใต้พลาสติกคลุม หากไม่มีหยดน้ำจับพลาสติกหรือมีน้อย ให้รดน้ำลงบนพื้นดินระหว่างแปลงเพาะ
    4. หลังวันเพาะ 5 วัน ให้เปิดช่องระบายอากาศ ขนาด 1 ฝ่ามือทั้งหัวและท้ายร่อง
    5. สังเกตดูเชื้อรา หากมีเชื้อราปะปนให้รีบกำจัดทันที
    6. หลังวันเพาะ 9 – 10 วัน เห็ดจะเริ่มงอก
  • การเก็บเกี่ยว
    1. เก็บเมื่อได้ขนาด ดอกโตเต็มที่แต่ไม่บาน
    2. พยายามให้กระทบกระเทือนน้อยที่สุด
    3. ใช้มีดจับดอกเห็ดหมุนไปทางใดทางหนึ่งพร้อมดึงขึ้น
    4. ดอกที่งอกบนดินควรใช้มีดตัดดอกเห็ดขึ้นมา อย่าดึงด้วยมือ
    5. เวลาเก็บ ขึ้นกับความต้องการของตลาด
    6. เก็บวันละ 1 ครั้ง ทุกวัน นานประมาณ 15 วัน ต่อรอบ
  • การตัดแต่งดอกเห็ด
    1. ใช้มีดที่บางและคม
    2. ตัดตีนให้สะอาดเรียบร้อย
    3. ตัดแต่งดอกที่เป็นผิวคางคกให้เรียบร้อยไม่เสียราคา

การจำหน่าย

มีจุดรับซื้อ ในตำบล 3 จุด พร้อมบริการวัสดุอุปกรณ์

หมายเหตุ

•  ห้ามทำซ้ำที่

• พลาสติกคลุมต้องทำความสะอาดโดยการซักน้ำทุกครั้งก่อนนำไปใช้ครั้งต่อ ๆ ไป

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอไชยา 0-7743-1033

ที่มา : http://chaiya.suratthani.doae.go.th/20.html

แนะลดต้นทุนการผลิตข้าว… ด้วยหลัก 3 ต้องทำ 3 ต้องลด – ดินดีสมเป็นนาสวน

แม้ว่ารัฐบาลจะยังคงโครงการรับจำนำข้าวของเกษตรกร แต่มีการปรับลดเงื่อนไขการรับจำนำลงจากเดิมที่เคยรับจำนำทั้งข้าวนาปีและนาปรัง ไม่เกิน 500,000 บาทต่อครัวเรือน โดยปรับเป็นข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิตปี 56/57 รับจำนำที่ 15,000 บาทต่อตัน ลดวงเงินรับจำนำเหลือ ไม่เกิน 350,000 บาทต่อครัวเรือน ส่วนข้าวนาปรัง ปี 57 รับจำนำที่ 13,000 บาทต่อตัน วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท

..ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรเองคงต้องปรับตัวเพื่อสร้างความอยู่รอดอย่างยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพารัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว…

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะยังคงไม่ยกเลิก จนกว่าราคาขายข้าวหรือโอกาสของชาวนาที่จะอยู่ได้จากการขายในระบบปกติดีขึ้น ตราบใดที่กลไกราคาตลาดไม่ปกติ รัฐต้องเข้าแทรกแซงราคาโดยการจำนำ แต่จะมีการปรับเงื่อนไขหรือวิธีการบ้าง เพื่อให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและเกษตรกรอยู่ได้ทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ ถ้ามีการปรับลดราคารับจำนำลงมา สิ่งที่เกษตรกรต้องทำคือลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ได้รายได้คงเดิมหรือเพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องการลดต้นทุนการผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พยายามรณรงค์ทุกวิถีทาง กรมการข้าวก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ผลักดันเรื่องดังกล่าวมาตลอด เช่น การจัดงานรณรงค์ลดต้นทุนการผลิตข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถกระตุ้นให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงการลดต้นทุนการผลิตข้าวอย่างจริงจัง เพราะจากการจัดนิทรรศการของกรมการข้าวและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำให้ทราบว่าเกษตรกรตัวอย่างที่สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้หลายร้อยบาทต่อไร่ทำได้จริง

การดำเนินโครงการลดต้นทุนการผลิตข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 2 ล้านไร่ ถ้าสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรลดต้นทุนได้ประสบผลสำเร็จจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการขยายผลพื้นที่ปลูกข้าวในภาคอื่นต่อไป โดยเบื้องต้นตั้งเป้าฤดูกาลผลิตปี 56 หรือฤดูกาลหน้าจะเห็นตัวชี้วัด อย่างน้อยทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวทุ่งกุลาร้องไห้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมดหรือคิดเป็น 25% จะต้องลดต้นทุนการผลิตข้าวได้

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของการจัดงานรณรงค์ลดต้นทุนการผลิตข้าว เพื่อต้องการแสดงให้พี่น้องชาวนาเห็นว่าการลดต้นทุนเป็นการแก้ปัญหาให้ชาวนาอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมการข้าวมี มาตรการลดต้นทุนการผลิตข้าว คือ 3 ต้องทำ 3 ต้องลด ประกอบด้วย 3 ต้องทำ คือ ต้องปลูกข้าวไม่เกินปีละ 2 ครั้ง ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ต้องทำบัญชีฟาร์ม ส่วน 3 ต้องลด คือ ลดอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก ลดการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ลดการใช้สารเคมี ถ้าทำได้ต้นทุนการผลิตจะลดลงไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อตัน พร้อมกันนี้ กรมฯ ได้จัดตั้ง หมู่บ้านชุมชนต้นแบบการลดต้นทุนการผลิตข้าวนำร่อง 26 หมู่บ้าน 26 จังหวัด กระจายอยู่ในภาคต่าง ๆ และมีแผนจะขยายผลในปี 2557 ภายใต้ชื่อ โครงการ 1 อำเภอ 1 หมู่บ้านลดต้นทุนการผลิตข้าว

..คาดว่าในปีแรกจะมีหมู่บ้านลดต้นทุนเพิ่มขึ้น 200 หมู่บ้านครอบคลุมทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวพื้นเมือง และจะกระจายไปยังจังหวัดต่าง ๆ ให้ครอบคลุมแหล่งปลูกข้าวทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับพี่น้องชาวนาต่อไป.

ที่มา :  เดลินิวส์